ในสมัยที่ยังคงเล่าเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลายนั้น...
ยังคงจำได้ว่าตัวเองเป็นเด็กวิทย์ใจศิลป์คนหนึ่งซึ่งหลง
ไหลในความน่าตื่นใจของวิทยาศาสตร์ แต่ในขณะเดียว
กันก็คลั่งไคล้ในศิลปะอย่างสุดใจ
 
วิชาที่ชอบที่สุดของสายวิทย์คือชีววิทยา แม้ว่าฟิสิกส์
และเคมีอาจจะไม่ถูกชะตากันนัก แต่ก็ยังถือว่าเป็นมิตร
ที่ดีกว่าคณิตศาสตร์ ซึ่งไม่เคยจะไปด้วยกันได้เลย 

(ลงท้ายก็มักจะถูกคณิตศาสตร์นำพาไปพบปะเพื่อนร่วม
ชะตากรรมในโรงอาหารเวลาสอบซ่อมเสียทุกที...)
 
แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเสี้ยวเล็กๆเสี้ยวหนึ่งของวิชาคณิต
ศาสตร์บทหนึ่งในหนังสือที่ถูกชะตาตั้งแต่พบหน้ากันใน
ครั้งแรก และดูจะเข้าใจกันได้เป็นอย่างดีโดยที่แทบไม่
ต้องทำความเข้าใจอะไรเป็นพิเศษ อีกทั้งยังเป็นมิตรใน
ยามยากที่พึ่งพาได้หากอ่านข้อสอบข้ออื่นๆไม่รู้เรื่อง
อย่างน้อยก็จะต้องได้คะแนนจากบทนี้สักสองสามคะแนน
แน่นอน...
 
เสี้ยวเล็กๆที่ว่านั่นก็คือบทหนึ่งของคณิตศาสตร์

"ความน่าจะเป็น"
 

หากจะจำกัดความโดยง่าย "ความน่าจะเป็น" ก็คงจะเป็น
 การคำนวณหาตัวเลขอัตราส่วนของ "โอกาส" ที่สิ่งหนึ่งจะ
เกิดขึ้น โดยแบ่งสรรออกมาจาก "ความเป็นไปได้ทั้งหมด"
ที่สามารถเกิดขึ้นได้ อาทิเช่น "หากโยนลูกเต๋าลงไปบน
พื้นโดยสุ่มจะมีโอกาสที่ลูกเต๋าออกแต้มได้กี่แบบ?"
 
(ในข้อนี้หากเป็นนักคณิตศาสตร์คงจะกล่าวว่ามีได้ 6 แบบ
...แต่โดยส่วนตัวแล้วนั้น ไม่เชื่ออย่างสนิทใจนักว่าความ
เป็นไปได้จะมีเพียงแค่ 6 แบบเท่านั้น)
 
 
(...อนึ่ง หลังจากผันตัวมาอยู่ในสายศิลปะอย่างเต็มตัว การเรียนวิทยา
ศาสตร์นั้นก็มีประโยชน์อย่างมากในการต่อยอดจินตนาการ แม้หลัก
"ความน่าจะเป็น" ในทางปฏิบัติจะถูกนำมาใช้ไม่กี่ครั้งนัก เช่น ในการ
คำนวณหาความน่าจะเป็นที่จะกดตู้กาชาปองออกมาได้ตัวที่ต้องการ
ภายในจำนวน X ครั้ง ซึ่ง X นำไปคูณกับราคากาชาปองต่อลูกแล้ว จะ
ต้องมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนสตางค์ในก